ดอกพิกุล

ดอกไม้ประจำจังหวัดยะลา

ดอกพิกุล

ดอกพิกุล

ดอกไม้ประจำจังหวัดยะลา

ดอกไม้ประจำจังหวัดยะลา ดอกพิกุล

หมวดหมู่ความรู้ จังหวัดยะลา, ดอกไม้ประจำจังหวัด, ภาคใต้.

Deksakon

เว็บไซต์เพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ข้อมูลจังหวัดสกลนคร แนะถิ่น กินเที่ยว สกลนคร

ความคิดเห็นของผู้เยี่ยมชม

  1. “ดอกพิกุลเปรียบเสมือนดอกไม้จากสวรรค์ การประกอบพระราชพิธีต่างๆ ของราชสำนักไทย จึงนิยมจำลองดอกพิกุลเสมือนจริงที่สร้างจากเงินและทองคำ สำหรับให้องค์ประธานทรงโปรยในระหว่างการประกอบพระราชพิธี”

    ดอกพิกุล มีขนาดเล็กออกเป็นช่อ มีสีขาว เมื่อบานจะเห็นริมดอกเป็นจักๆ มีกลิ่นหอมเย็นทั้งเมื่อยังสดและแห้ง นิยมใช้บูชาพระเพราะมีกลิ่นหอมเย็น อีกทั้งทำเป็นยาแผนโบราณ สรรพคุณบำรุงหัวใจให้ชุ่มชื่น แก้ลมวิงเวียน หน้ามืดตาลายอีกด้วย แม้ร่วงหล่นกลายเป็นสีน้ำตาล แต่ก็ยังมีกลิ่นหอม สามารถนำมาร้อยเป็นพวงมาลัยได้

    สมัยโบราณมีความเชื่อว่าต้นพิกุลเป็นต้นไม้ชนิดหนึ่งที่อยู่ในสวนของพระอินทร์ ด้วยเหตุนี้คนไทยจึงนิยมนำดอกพิกุลมาใช้ประโยชน์ในงานพิธีมงคลต่างๆ

    ในการประกอบพระราชพิธีสำคัญๆ ในราชสำนักไทย เจ้านายชั้นสูง ผู้ซึ่งเป็นองค์ประธานในพิธีจะทรงโปรยดอกพิกุลที่ทำจากเงินและทองคำที่เรียกว่า “ดอกพิกุลเงิน ดอกพิกุลทอง” แม้จะไม่ปรากฏหลักฐานอย่างชัดเจนว่ามีที่มาตั้งแต่สมัยใด แต่ในสมัยรัตนโกสินทร์ การโปรยดอกพิกุลเงิน ดอกพิกุลทองในงานพระราชพิธีสำคัญนั้น ได้ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่สืบต่อกันมา ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงคติความเชื่อเชิงสัญลักษณ์เกี่ยวกับดอกไม้มงคลที่มีต่อราชสำนักไทยมาตั้งแต่สมัยโบราณ

    คนไทยในสมัยก่อนมีความเชื่อว่า หากปลูกต้นพิกุลไว้ในบริเวณบ้าน จะทำให้คนที่อาศัยอยู่มีอายุยืน เนื่องจากต้นพิกุลเป็นไม้ที่แข็งแรงทนทาน และมีอายุยาวนาน ดังนั้นจึงมักนำมาใช้ประโยชน์ในงานพิธีมงคล อาทิ เสาบ้าน พวงมาลัยเรือ ด้ามหอก ประกอบกับความเชื่อว่า ต้นพิกุล เป็นต้นไม้ที่มีความขลังและศักดิ์สิทธิ์ เป็นไม้ที่มีเทพสิงสถิตอยู่ เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่บ้านและผู้อยู่อาศัย

    นอกจากนี้มีความเชื่อว่า ต้นพิกุล เป็นต้นไม้ชนิดหนึ่งในสวนของพระอินทร์ ดอกพิกุลจึงเปรียบเสมือนดอกไม้จากสวรรค์ การประกอบพระราชพิธีต่างๆ ของราชสำนักไทย จึงนิยมจำลองดอกพิกุลเสมือนจริงที่สร้างจากเงินและทองคำ สำหรับให้องค์ประธานทรงโปรยในระหว่างการประกอบพระราชพิธี เช่น พระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระราชพิธีโสกันต์ พระราชพิธีลงสรง เป็นต้น ด้วยความเชื่อที่ว่าเจ้านายผู้เป็นองค์ประธานนั้นอยู่ในสภาวะสมมติเทพที่ได้อุบัติลงมาจากสวรรค์ การโปรยดอกพิกุลจึงเสมือนกับการที่องค์สมมติเทพทรงโปรยดอกไม้จากสวรรค์ลงมาให้มนุษย์ได้ชื่นชมนั่นเอง

    🌸แต่เนื่องด้วยพิกุล ออกทั้งดอกทั้งผล ร่วงหล่นทีละเยอะๆ จึงไม่เป็นที่นิยมปลูกในบริเวณบ้านกันสักเท่าไหร่ พบเห็นได้ว่ามีการปลูกในวัดเสียมาก เหตุนี้จึงอาจทำให้ดูเหมือนเป็นต้นไม้ในวัด ดูวังเวงน่ากลัว
    แต่จริงๆพิกุลกลิ่นหอมเย็น ชื่นใจดีนะคะ พบในตำรับยาไทยหลายขนาน เพราะช่วยเรื่องระบบไหลเวียนโลหิต แก้เวียนศรีษะ บำรุงหัวใจด้วย🌸

    และหากลองมองใน “ยาดมพิมเสนน้ำ สูตรตรีสุมาลย์” นอกจากจะมีดอกมะลิ เกสรบัว ว่านเปราะหอมแล้ว จะพบดอก พิกุล บรรจุอยู่ด้วยค่ะ

  2. “ดอกพิกุลเงิน ดอกพิกุลทอง”

    ในสมัยโบราณมีความเชื่อว่าต้นพิกุลเป็นต้นไม้ชนิดหนึ่งที่อยู่ในสวนของพระอินทร์ ด้วยเหตุนี้คนไทยจึงนิยมนำดอกพิกุลมาใช้ประโยชน์ในงานพิธีมงคลต่างๆ

    ในการประกอบพระราชพิธีสำคัญๆ ในราชสำนักไทย เจ้านายชั้นสูง ผู้ซึ่งเป็นองค์ประธานในพิธีจะทรงโปรยดอกพิกุลที่ทำจากเงินและทองคำที่เรียกว่า “ดอกพิกุลเงิน ดอกพิกุลทอง” แม้จะไม่ปรากฏหลักฐานอย่างชัดเจนว่ามีที่มาตั้งแต่สมัยใด แต่ในสมัยรัตนโกสินทร์ การโปรยดอกพิกุลเงิน ดอกพิกุลทองในงานพระราชพิธีสำคัญนั้น ได้ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่สืบต่อกันมา ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงคติความเชื่อเชิงสัญลักษณ์เกี่ยวกับดอกไม้มงคลที่มีต่อราชสำนักไทยมาตั้งแต่สมัยโบราณ

    ในงานพระราชพิธีของไทยนิยมจำลองดอกพิกุลเสมือนจริงที่สร้างจากเงินและทองคำ เพื่อนำมาใช้โปรยหรือพระราชทานเป็นของที่ระลึกสำหรับผู้ที่มาร่วมพระราชพิธี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

    พระราชพิธีบรมราชาภิเษก จัดว่าเป็นพระราชพิธีที่สำคัญที่สุดของผู้ที่จะเสด็จขึ้นครองราชสมบัติเป็นองค์พระมหากษัตริย์ของประเทศใดประเทศหนึ่ง นับแต่สมัยโบราณเป็นมา การพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ของไทย มีผู้สันนิษฐานว่า ประเทศไทยคงได้รับต้นแบบสืบทอดมาจากอินเดีย สำหรับการนำดอกพิกุลเงิน ดอกพิกุลทองมาใช้โปรยในงานนั้น เริ่มมีปรากฏเป็นหลักฐานมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา โดยในสมัยกรุงศรีอยุธยานั้น การโปรยดอกพิกุลเงิน ดอกพิกุลทอง จะทรงโปรยภายหลังจากเสด็จขึ้นบนพระที่นั่งภัทรบิฐ เมื่อพราหมณ์ถวายชัย ถวายพรจบแล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงมีรับสั่งแก่พระมหาราชครูผู้ใหญ่ว่า “พรรณพฤกษ์ และสิ่งของทั้งปวง ซึ่งมีในแผ่นดินทั่วขอบเขตแดนพระนคร ซึ่งหาเจ้าของหวงแหนมิได้นั้น ตามแต่สมณชีพราหมณ์ อาณาประชาราษฎรจะปรารถนาเถิด” จากนั้นเมื่อเสร็จพิธีรับพระราชโองการ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะทรงโปรยดอกพิกุลเงิน ดอกพิกุลทองแก่พราหมณ์ที่เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทเฉพาะหน้าพระที่นั่งเป็นประถม และทรงโปรยดอกพิกุลเงิน ดอกพิกุลทอง และเงินสลึงอีกครั้งหนึ่งตามทางเสด็จพระราชดำเนิน

    ต่อมาในสมัยรัตนโกสินทร์ การโปรยดอกพิกุลเงิน ดอกพิกุลทอง ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ยังคงมีธรรมเนียมปฏิบัติที่สืบต่อมาจากสมัยกรุงศรีอยุธยา แต่นอกจากจะใช้โปรยในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พระราชพิธีเฉลิมพระมหามณเฑียร การเสด็จออกมหาสมาคม และสถาปนาสมเด็จพระบรมราชินีแล้ว ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๔) ยังทรงโปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพนักงานเอาดอกพิกุลเงิน ดอกพิกุลทอง และเงินตราทองตรามงกุฎแบบต่างๆ ที่ใช้ในกรุงเทพมหานคร ใส่ถุงผ้าแดงคิดเป็นเงินตรา ๒ ตำลึง กับดอกพิกุลคนละ ๒ ดอก ไปพระราชทานแก่แขกเมืองที่มาร่วมงานทุกคน ซึ่งมีขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๔ เป็นครั้งแรก

    นอกจากนี้ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๖) ได้มีการกล่าวถึงพระยาศุภกรณ์บรรณสาร เจ้ากรมพระคลังข้างที่ ซึ่งเป็นผู้ทูลเกล้าฯ ถวายดอกพิกุลเงิน ดอกพิกุลทองที่บรรจุอยู่ในขันทองคำลงยาราชาวดี เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงหน่วยงานที่เป็นผู้จัดสร้างในสมัยนั้น ได้แก่ กรมพระคลังข้างที่ที่ทำหน้าที่จัดทำเงินตรา เงินกระดาษ ตั๋วตรา ตลอดจนจัดการพระราชทรัพย์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นต้น และยังปรากฏการนำมาใช้เป็นของที่ระลึกสำหรับพระราชทานแก่ผู้มาร่วมงานอีกครั้งในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๗) ที่ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างของที่ระลึกพระราชทานชำร่วยแก่พระเถรานุเถระ พระบรมวงศานุวงศ์ ข้าราชการไทยและต่างประเทศ ตลอดจนพ่อค้าคหบดีทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศประกอบด้วย

    ๑. เหรียญบรมราชาภิเษก แถบแพรริ้วเหลืองกับเขียวสลับกัน มีเหรียญทอง เหรียญเงิน เหรียญกาไหล่ทอง เหรียญกาไหล่เงิน ตามฐานันดรศักดิ์ เฉพาะพระสงฆ์ได้รับพระราชทานเหรียญทองแดง
    ๒. ดอกพิกุลเงิน ดอกพิกุลทอง
    ๓. หนังสืออธิบายลักษณะงานพระราชพิธีเป็นภาษาอังกฤษสำหรับพระราชทาน ชาวต่างประเทศ

    ด้วยเหตุนี้ ดอกพิกุลเงิน ดอกพิกุลทอง จึงไม่ได้ถูกจำกัดให้ใช้โปรยเฉพาะในงานพระราชพิธีเพียงเท่านั้น แต่ยังได้มีการนำมาใช้เป็นของที่ระลึกสำหรับพระราชทานในงาน เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ผู้เข้าร่วมพระราชพิธีอีกด้วย

    กล่าวโดยสรุป การนำดอกพิกุลเงิน ดอกพิกุลทอง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของดอกไม้แห่งสวรรค์มาใช้ในงานพระราชพิธีของไทยนั้น เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของพระมหากษัตริย์ไทย ที่เปรียบเสมือนองค์สมมติเทพที่เสด็จลงมาจากสรวงสวรรค์ การโปรยดอกพิกุลเงิน ดอกพิกุลทอง จึงแสดงให้เห็นถึงความมีพระทัยโอบอ้อมอารีขององค์สมมติเทพที่มีต่อประชาชนที่มาเข้าเฝ้า และเพื่อความเป็นสิริมงคลแก่แผ่นดินที่พระองค์ทรงปกครองนั่นเอง

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

7 + 1 =